หนังคนละม้วน

ManU-Chelsea หนังคนละม้วน

 โทษฐานที่ได้รับเหมาเกาะติดเกมเอฟเอ คัพ รอบรองชนะเลิศ ทั้ง 2 เกมจึงขออนุญาตตัดตอนรวบบทสรุปประเด็นไว้ในคอลัมน์เดียวไปเลยแล้วกัน

หากเปรียบเทียบทั้ง 2 แมตช์ตัดเชือกถ้วยเก่าแก่ซีซั่นนี้แล้วก็คงเข้าข่าย “หนังคนละม้วน”

แมนฯ ยูไนเต็ด – สเปอร์ส เปรียบเสมือนหนังแอ็กชั่นชั้นเลิศน่าติดตามตั้งแต่ต้นจนจบ

เชลซี – เซาธ์แฮมป์ตัน คือหนังชีวิต เปิดฉากเนิบๆ นาบๆ มีช่วงเวลาน่าตื่นเต้นอยู่บ้าง หากสุดท้ายได้บทสรุปอย่างที่ทุกคนรู้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

ส่วนประเด็นน่าสนใจของแต่ละทีมเป็นเยี่ยงไร เชิญติดตาม…

1. มูรินโญ่ โชว์ความเขี้ยว

ยูไนเต็ดภายใต้บังเหียนกุนซือชาวโปรตุกีสไม่ได้เล่นดีกว่าแบบครบวงจร แต่ได้เอาชนะด้วยความเขี้ยวในทีเด็ดทีขาด และประสบการณ์ที่ดีกว่า

ทีมปีศาจแดงพลาดเพียงครั้งเดียวเท่านั้นตลอด 90 นาทีบวกทดเจ็บ จากจังหวะเสียประตูนำที่โดนวางยาวข้ามแนวรับก่อนที่ คริสเตียน เอริคเซ่น จ่ายให้ เดเล่ อัลลี เผด็จศึกโล่งๆ ระยะเผาขน

นอกนั้นพวกเขาคุมสถานการณ์ไว้ได้หมด ฉกฉวยช็อตพลาดไก่เดือยทองได้ลูกตีเสมอ อีกทั้งมีโชคช่วยไม่เสียประตูท้ายครึ่งแรก และ โรเมลู ลูกากู จับบอลแป๊กกลายเป็นเข้าทาง อันเดร์ เอร์เรร่า หวดประตูชัย

มูรินโญ่ ละเอียดกระทั่งการเปลี่ยนตัวละเอียดทุกๆ โควตาก็ว่าได้

ไล่ตั้งแต่ มัตเตโอ ดาร์เมียน แทน อันโตนิโอ วาเลนเซีย ที่เจ็บนิดๆ แถมติดเหลือง

มาร์คัส แรชฟอร์ด ลงสวนทาง เจสซี่ ลินการ์ด เพื่อขู่แนวรับไก่ระวังโดนสวนกลับ ไปจนถึง มารูยาน เฟลไลนี่ ฆ่าเวลาช่วงทดเจ็บและยังช่วยป้องกันลูกกลางอากาศ

ชัยชนะเหนือสเปอร์ส่งให้ มูรินโญ่ คุมสโมสรเข้าชิงถ้วยในประเทศอังกฤษทั้งสิ้น 6 ครั้ง โดย 5 หนก่อนเฮรวด…น่าสนใจว่าสถิติเยี่ยมยอดจะยังคงอยู่หรือถูกทำลายในที่สุด?

2. น้องไก่ไม่เก๋า

ในทางกลับกัน สเปอร์สของ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ กลับต้องผิดหวังร่วงถ้วยที่ 3 ของซีซั่นคาบ้านเช่าเวมบลีย์ ทั้งๆ ที่ขึ้นนำก่อนตลอดทั้ง 3 รายการ

ทีมไก่เดือยทองแพ้เวสต์แฮมร่วงคาราบาว คัพ แม้นำห่าง 2 เม็ด อีกทั้งยังโดนยูเวนตุสรัวแซงในแชมเปี้ยนส์ ลีก และตกรอบรองฯ เอฟเอ คัพ ด้วยน้ำมือปีศาจแดง

3 แมตช์ดังกล่าวยังมีความคล้ายตรงที่สเปอร์สเล่นเหนือกว่าทุกนัด แต่พลาดพลั้งเล็กน้อยจนต้องน้ำตาตกใน

อย่างเกมโดนยูไนเต็ดแซงชนะนั้นยังผิดพลาดกระทั่งการเปลี่ยนตัวที่ถอด มูซ่า เดมเบเล่ 1 ในมิดฟิลด์ฟอร์มเด่นออกไป อีกทั้งถอด เบน เดวิส กับ ซน ฮึง-มิน ออกโดยไม่ช่วยให้ทรงเกมดีขึ้นเลย!

ผลปราชัยเที่ยวล่าสุดยังเท่ากับว่าสเปอร์สแพ้ตัดเชือกเอฟเอ 8 เกมซ้อน มากกว่าทุกทีมในประวัติศาสตร์แล้ว!

ด้วยความเคารพ…สเปอร์สเป็นทีมที่ดีมีพัฒนาการต่อเนื่องภายใต้บังเหียน โปเช็ตติโน่ แต่นานวันยิ่งไม่ได้แชมป์อาจจะเปลี่ยนจากข้อสงสัยกลายเป็นปัญหาใหญ่ ไม่อาจเหนี่ยวรั้งดาวดังให้อยู่ช่วยทีมต่อไป

3. ชิรูด์, โมราต้า ใครดีกว่ากัน?

อันโตนิโอ คอนเต้ ตัดสินใจเลือก โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ออกสตาร์ตก่อน อัลบาโร่ โมราต้า แต่สุดท้ายใส่สกอร์ได้คนละเม็ดช่วยให้เชลซีตีตั๋วชิงดำเอฟเอ คัพเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน

ทีนี้ก็น่าคิดแล้วว่าจะใช้ใครลงสนามดีในเกมเจอยูไนเต็ด วันเสาร์ที่ 19 พ.ค.นี้?

ชิรูด์ พักบอลแดนหน้าได้ดี ก่อนอาศัยความสามารถเฉพาะตัวมุดหลบแผงหลังเซาธ์แฮมป์ตันตั้ง 4 รายเข้าไปกระทุ้งขึ้นนำตั้งแต่เริ่มครึ่งเวลาหลัง

ทำไปทำมาไม่ได้สกอร์เพิ่ม กุนซือชาวอิตาเลียนได้เปลี่ยนเอา โมราต้า ลงแทนก่อนทำสกอร์ย้ำชัย โขกบอลครอสของ เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า

นี่คือประตูที่ 8 ซึ่งดูโอสแปนิชจ่าย-ยิงให้กันและกัน แบ่งเป็น โมราต้า 7 อัซปิลิกวยต้าอีก 1

ที่สำคัญ 1 ในสกอร์ของ โมราต้า ยังเป็นลูกโขกประตูโทนโค่นผีแดงในพรีเมียร์ลีกอีกต่างหาก

ด้าน ชิรูด์ เองก็พกสถิติดีเยี่ยในนัดชิงฯ เอฟเอ คัพ จากแอสซิสต์ประตูชัยถึง 2 หนเมื่อ 2014 และ 2017 ตลอดจนยิงได้ในนัดรัวแอสตัน วิลล่า 4-0 ผงาดแชมป์ปี 2015

คราวนี้ทำใจเลือกลำบากจริงๆ สำหรับ คอนเต้ สุดท้ายอาจต้องวัดฟอร์มแบบเกมต่อเกมจนกว่าจะถึงวันชิงชนะเลิศก็เป็นได้!

4. สู้ไม่ได้ หรือไม่ได้สู้

เซาธ์แฮมป์ตันของ มาร์ค ฮิวจ์ส วางหมากแหวกแนวในระบบหลังสามหน้าคู่แต่กองกลางสามคนกลับมีแต่ “สายรับ” ล้วนๆ ทั้งในราย โอริโอล โรเมว, มาริโอ เลอมิน่า และ ปิแอร์-เอมิล ฮอยเบียร์ก

มาทรงนี้อ่านเกมได้ไม่ยากว่าทีมนักบุญหวังเน้นรัดกุมรอสาดยาวสวนกลับเหน่งๆ โดยได้ผลดี 45 นาทีแรกที่ไม่เสียประตูแถมบีบให้แข้งสิงห์บลูส์หาช่องเจาะไม่ได้เลย

กระนั้นเปิดครึ่งหลังไม่นาน แนวรับเซาธ์ทั้งแผงกลับพลาดท่าปล่อยให้ ชิรูด์ ล่อเป้าเผาขนง่ายเกิ๊นนน!

กว่าจะตั้งใจเปิดแลกก็สายเกินไป เปลี่ยนเอาทั้ง เนธาน เร้ดมอนด์, ดูชาน ทาดิช และ มาโนโล่ กับบิอาดินี่ ลงมาก็ไม่ทันกินเสียแล้ว

แน่ชัดในคุณภาพขุมกำลังต่างกันสุดขั้ว ต่อให้เปิดหมัดแลกแต่ต้นก็อาจจะพลาดท่าอยู่ดี

ต่อเมื่อเห็นภาพบุกดีๆ ก็ทำได้ สร้างปัญหาให้แก่แบ็กทรีเชลซี และ วิลลี่ กาบาเยโร่ อยู่บ้างก็น่าคิดติดตาม

รู้อย่างนี้สู้เปิดเกมแต่ต้นไม่ดีกว่าหรืออย่างไร?

5. ตั๋วแพ้งแพง!

มีรายงานเปิดเผยว่าตั๋วนัดชิงระหว่างยูไนเต็ดกับเชลซีในที่นั่งโซนดีสุดหรือตามภาษาในวงการเรียกว่า “แคท เอ” ถูกตั้งราคาเอาไว้สูงถึง 145 ปอนด์!

คิดเงินไทยคูณ 44 เท่ากับราวๆ หกพันกว่าบาทเอง…

แพงหูฉี่ยิ่งกว่าตั๋วโซนเดียวกันในนัดชิงฯปีที่แล้ว (115 ปอนด์) และรอบตัดเชือกที่ผ่านมา (80 ปอนด์) แบบเทียบไม่ติด

ที่สำคัญนี่เป็นเพียงราคาหน้าตั๋วสำหรับเมมเบอร์ทั้งยูไนเต็ด และเชลซี สำหรับกองเชียร์ขาจรต้องซื้อผ่านเอเยนต์ ยิ่งถูกโขกสับราคา เพิ่มมูลค่าเกินกว่า 5 เท่าตัวได้เลย!!!

สมมติคูณ 5 จาก 145 เท่ากับค่าตั๋วเหยียบหลัก 32,000 บาท

ราคานี้มันบ้าไปแล้วครับกับเกมฟุตบอลแค่นัดเดียว!

เหตุผลเข้าใจได้ว่ายี่ห้อยูไนเต็ด – เชลซี เรียกแขกได้ดี หากขณะเดียวกันก็สะท้อนความจริงน่าใจหายในยุคสมัยเกมฟุตบอลข้องเกี่ยวธุรกิจแบบแยกห่างจากกันไม่ได้…

 “มอนตี้”

สนับสนุนบทความโดย : www.siamsport.co.th